บ้านประชารัฐ ความหวังสำหรับคนจน โจทย์ท้าทายเป็นภาครัฐพร้อมกับผู้ประกอบการ

ที่อยู่อาศัย

นโยบายแก้ไขปัญหากรณีที่อยู่อาศัยของผู้มีรายได้น้อย (Social Enterprice) ไม่เกิน 15,000 บาท/เดือน/ครอบครัว ของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ที่ต้องการให้ผู้มีรายได้น้อยจำนวน 2.7 ล้านครัวเรือนจำเป็นมีที่อยู่อาศัยภายในระยะเวลาไม่เกิน 10 ปี เพื่อที่จะสร้างความมั่นคงในการอยู่อาศัยแก่คนจนในเมืองที่ยังไม่มีที่อยู่อาศัยเป็นของตนเอง

สำหรับกรอบการดำเนินโครงการที่อยู่อาศัยเพื่อผู้มีรายได้น้อย เบื้องต้น ผู้ซื้อจำเป็นต้องเป็นผู้ที่มีรายได้ทั้งประจำ พร้อมกับรายได้ไม่แน่นอน ไม่เกิน 15,000 บาท/เดือน สามารถซื้อบ้านแถว หรือทาวน์เฮาส์ และอาคารชุด หรือไม่คอนโดมิเนียม รูปแบบเช่า 30 ปี หรือ Leasehold และขายขาด หรือ Freehold สำหรับอาคารจะมีขนาดพื้นที่ไม่น้อยกว่า 22 ตารางเมตร/หน่วย ราคาขาย 5 แสนบาท สำหรับเช่า 30 ปี และ 7 แสนบาท กรณีขายขาด ส่วนทาวน์เฮาส์ อาณาบริเวณไม่น้อยกว่า 50 ตร.ม./หน่วย ราคาเช่า 30 ปี ราคา 8 แสนบาท/หน่วย สมมติขายขาดราคา 9 แสนบาท/หน่วย

เช่นนี้ กระทรวงการคลัง ได้มอบหมายให้สำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) เป็นผู้ศึกษาโครงการ กรมธนารักษ์ เป็นผู้จัดหาที่ดินราชพัสดุภัณฑ์แปลงที่มีศักยภาพมาพัฒนาโครงการ ธนาคารอาคารสงเคราะห์ อภิบาลด้านสินเชื่อเพื่อพัฒนาและสินเชื่อรายย่อย ส่วนการเคหะแห่งชาติ จะเป็นผู้พัฒนาโครงการ พร้อมกันนี้ ยังได้เชิญผู้ประกอบการภาคเอกชนเข้าร่วมความเจริญรุ่งเรืองโครงการอีกด้วย

ล่าสุด เมื่อวันที่ 22 ธันวาคม 2559 ที่ผ่านมา ที่ประชุมคณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบให้ดำเนินโครงการประชารัฐเพื่อช่วยเหลือผู้มีรายได้น้อย โดยขอรับการสนับสนุนงบกลาง จำนวน 1,300 ล้านบาท ให้กองทุนหมู่บ้านพร้อมด้วยชุมชนเมืองแห่งชาติ สำหรับจัดเป็นเงินสนับสนุนให้กองทุนที่มีความพร้อมใช้เป็นเงินทุนตามโครงการ จำนวน 1,138 ล้านบาท และเป็นค่าบริหารจัดการเพื่อใช้ในการติดตาม สนับสนุนประเมินผล ประชาสัมพันธ์โครงการ ตลอดจนขับเคลื่อนการดำเนินโครงการในชุมชนต่างๆ จำนวน 162 ล้านบาท

เอกชนยันปลูกได้แต่หวั่นโอนไม่ได้เหตุลูกค้ากู้ไม่ผ่าน

ก่อนหน้านี้ สำนักงานเศรษฐกิจการคลัง หรือ สศค.ได้มีการประชุมหารือสมคบระหว่างภาครัฐ และตัวแทนจากผู้ประกอบการเอกชน และนายก และตัวแทนของ 3 สมาคมอสังหาริมทรัพย์ ที่ประกอบด้วย สมาคมอาคารชุดไทย, สมาคมธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ และธุรกิจบ้านจัดสรร ซึ่งตัวแทนจากภาคเอกชนได้เสนอให้ภาครัฐแก้ไขหลักเกณฑ์ที่เห็นว่าเป็นอุปสรรค และเสนอปัญหาที่อาจเกิดตามมาเพื่อหาทางป้องกัน

นายอธิป พีชานนท์ นายกสมาคมธุรกิจบ้านจัดสรร กล่าวว่า โครงการดังกล่าวเป็นโครงการที่ดีเพื่อทำให้ผู้มีรายได้น้อยมีที่อยู่อาศัยเป็นของตนเอง ซึ่งผู้ประกอบการที่ต้องการช่วยเหลือสังคมทำได้ดำเนินการผ่านโครงการนี้ได้เลย และหากพิจารณาจากกรอบโครงการเบื้องต้นแล้ว เชื่อว่าผู้ประกอบการสามารถก่อสร้างได้ในกรอบราคาที่รัฐบาลกำหนด แต่จะต้องดำเนินการอย่างรอบคอบ ควบคุมต้นทุนให้ดีเพื่อป้องกันปัญหาการขาดทุน กับเนื่องจากโครงการดังกล่าวต้องใช้งบประมาณในการก่อสร้างจำนวนมาก ดังนั้น ข้อมูล และความชัดเจนจึงเป็นสิ่งจำเป็นอย่างยิ่งในการวางแผน

เหตุด้วยข้อเสนอที่ต้องการให้รัฐบาลนำไปพิจารณาแก้ไข หรือหาแนวทางป้องกัน ได้แก่ 1.เนื่องจากเป็นสัญญาเช่า ดังนั้น ที่ดินที่จะนำมาพัฒนาโครงการจะต้องอยู่ในทำเลที่ดี น่าดึงดูดใจผู้ซื้อ 2.ราคาเช่าที่ดินจะต้องไม่แพง เนื่องด้วยลดต้นทุนของเอกชนให้ทำเป็นขายได้ในราคา 5 แสนบาทได้

3.ควรยกเว้นภาษีโรงเรือนที่ผู้ประกอบการจะต้องจ่ายเมื่อขายห้องชุด หรือบ้านได้ จำนวน 12.5% หากห้องชุดราคา 5 แสนบาท ผู้ประกอบการจะต้องจ่ายทันที 62,500 บท/ยูนิต กรณีทาวน์เฮาส์ 8 แสนบาท ผู้ประกอบการจะต้องจ่าย 1 แสนบาท/ยูนิต ซึ่งเป็นการเพิ่มภาระของผู้ประกอบการอย่างมาก

นอกจากนี้ ประเด็นสำคัญที่รัฐบาลควรมีมาตรการรองรับ หรือป้องกัน คือ 4.ธนาคารที่จะมาปล่อยสินเชื่อ เนื่องจากเป็นสิทธิการเช่า 30 ปี ธนาคารโดยเฉพาะธนาคารพาณิชย์จะให้วงเงินสินเชื่อสูงสุดประมาณ 40-50% ของมูลค่าบ้าน ส่วนธนาคารอาคารสงเคราะห์ ให้กู้สูงสุด 70% ของมูลค่าบ้านในกรณีที่คุณสมบัติผู้กู้ดี หรือไม่บางธนาคารไม่ปล่อยสินเชื่อให้เลย ในขณะที่กลุ่มผู้ซื้อที่เป็นผู้มีรายได้น้อยคุณสมบัติผู้กู้มักต่ำกว่าผู้มีรายได้ที่สูงกว่า ดังนั้น ความเป็นไปได้ในการกู้ซื้อบ้านมีน้อยมาก แม้ว่าผู้ประกอบการจะพัฒนาคอนโดฯ หรือทาวน์เฮาส์ออกมาได้ ขายได้แต่ไม่ทำเป็นโอนได้ก็จะเจ๊งทันที ดังนั้น รัฐบาลควรมีมาตรการด้านสินเชื่อออกมารองรับ

ประเด็นที่ใหญ่โตอีกประการ คือ ระยะเวลาในการเช่า 30 ปี ถือว่าน้อยทำให้การขอสินเชื่อได้วงเงินกู้น้อย และความรู้สึกถึงความเป็นเจ้าของผู้ซื้อ ดังนั้น รัฐบาลควรพิจารณาเพิ่มสัญญาเช่าจาก 30 ปี เป็น 50-60 ปี หรือมากกว่านั้น

“เราไม่หวั่นกลัวเรื่องการลงทุน เพราะสามารถควบคุมต้นทุนได้ แต่เรากลัวทำไปแล้วผู้ซื้อกู้ยืนขอกู้ไปแล้วไม่ผ่าน ทำไปแล้วติดปัญหาตรงนี้จะทำอย่างไร ที่ดินที่จะนำมาพัฒนาเป็นที่ดินราชพัสดุ และเป็นสัญญาเช่า 30 ปี ธอส.ปล่อยกู้สูงสุดแค่ 70% ขณะที่ธนาคารพาณิชย์อื่น ปล่อยกู้ในสัดส่วน 50% แต่ก็ขึ้นอยู่กับคุณสมบัติของผู้กู้ ส่วนประเด็นการร่วมทุนนั้น ไม่จำเป็นต้องจัดตั้งบริษัทร่วมทุนขึ้นมาเพื่อพัฒนา ควรเปิดให้มีการลงทุนอิสระ กล่าวคือ หากผู้ประกอบการเอกชนรายใดมองเห็นว่าที่ดินแปลงนี้มีศักยภาพ พร้อมด้วยทำได้ไม่ขาดทุนก็ควรปล่อยให้เป็นดุลพินิจของเอกชนในการตัดสินใจ” นายอธิป กล่าว

“บ้านประชารัฐ” ความหวังของคนจน โจทย์ท้าทายเกี่ยวกับภาครัฐพร้อมทั้งผู้ประกอบการ
ทองมา วิจิตรพงศ์พันธุ์
ด้านนายทองมา วิจิตรพงศ์พันธุ์ ประธานกรรมการบริหาร พร้อมกับกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท พฤกษา เรียลเอสเตท จำกัด (มหาชน) หรือ PS ระบุว่า สนใจจะพัฒนาโครงการดังกล่าวด้วยเหตุที่เคยสร้างบ้านบีโอไอมาแล้ว เป็นทาวน์เฮาส์ราคาไม่เกิน 6 แสนบาท อย่างไรก็ตาม จะต้องรอดูเงื่อนไข และรายละเอียดของโครงการก่อน ซึ่งในปัจจุบัน ทาวน์เฮาส์ราคา 6 แสนบาททำได้ยาก สำหรับต้นทุนที่ดิน และวัสดุแพงขึ้น ปัจจุบัน ทาวน์เฮาส์ต้องมีราคา 1.5 ล้านบาท คอนโดฯ ประมาณ 1 ล้านบาท

เช่นนี้ ต้นทุนที่ดินที่จะนำมาก่อสร้างบ้านปัจจุบัน บ้านเดี่ยวอยู่ที่ 15-25% ทาวน์เฮาส์ 15-20% และคอนโดฯ 25% หากใช้ที่ดินของรัฐมาพัฒนาจะช่วยประหยัดเงินลงทุนได้ 15-25% แต่ราคาขายก็ต้องสูงกว่า 6 แสนบาท เช่น บ้านราคา 1 ล้านบาท ประหยัดต้นทุน 25% ลดไป 2.5 แสนบาท ราคาขายยังอยู่ที่ 7.5-8 แสนบาท ดังนั้น รัฐบาลต้องช่วยเรื่องลดหย่อนภาษี หลักเกณฑ์จะคล้ายบีโอไอที่ให้สิทธิภาษีนิติบุคคล แต่บ้านบีโอไอยกเลิกไปแล้ว ซึ่งรัฐบาลควรนำกลับมาทบทวนใหม่ เพียงแค่ลดภาษีก็ทำให้คนซื้อบ้านถูกลง 8-10% ส่วนราคาไม่เกิน 6 แสนบาทที่รัฐกำหนดนั้น ต้องสร้างเป็นคอนโดฯ ซึ่งรัฐจะต้องอุดหนุนส่วนต่างให้ เช่น ราคา 8 แสนบาทต่อยูนิต รัฐต้องอุดหนุนให้ 2 แสนบาท เพราะเอกชนจะตั้งราคาขาย 6 แสนบาทได้ ถ้าตามนี้บริษัทก็พร้อมจะก่อสร้างให้ 1,000-2,000 ยูนิต

ขณะที่ผู้ประกอบการรายอื่นๆ หมายความสนใจโครงการดังกล่าว แต่จะต้องรอดูเงื่อนไขของโครงการเพื่อนำมาประกอบการพิจารณาลงทุนว่าทำเป็นดำเนินการได้หรือไม่ ซึ่งในแง่ของกำไรคงมีไม่มาก ไม่ก็แทบไม่มี เพราะถือเป็นการพัฒนาเพื่อสังคม แต่จะต้องไม่ขาดทุน

“บ้านประชารัฐ” ความหวังเพื่อคนจน โจทย์ท้าทายของภาครัฐและผู้ประกอบการ
สุรชัย ดนัยตั้งตระกูล
ธอส.รับลูกรัฐบาลเกื้อปล่อยกู้ “บ้านประชารัฐ”

นายสุรชัย ดนัยตั้งตระกูล ประธานกรรมการธนาคารอาคารสงเคราะห์ (ธอส.) ระบุว่า ธนาคารพร้อมสนับสนุนโครงการบ้านประชารัฐ โดย ธอส.จะเกื้อกูลทางการเงินให้แก่ผู้ดำเนินโครงการ (โปรเจกต์ไฟแนนซ์) และสินเชื่อสำหรับประชาชนผู้ซื้อที่อยู่อาศัย (โพสต์ไฟแนนซ์)

ส่วนผู้ที่จะเข้ามาความเจริญรุ่งเรืองโครงการบ้านประชารัฐ จะให้ทางการเคหะแห่งชาติ หรือ กคช.เป็นผู้ดำเนินการ รวมถึงการว่าจ้างผู้รับเหมาก่อสร้าง โดยจะพัฒนาเป็นล็อตๆ ล็อตแรกประมาณ 60,000-70,000 ยูนิต ราคาประมาณ 5-6 แสนบาท เริ่มก่อสร้างได้ในปี 2559 ใช้วงเงินประมาณ 3 หมื่นล้านบาท

ขณะนี้ รอเพียงคณะกรรมการโครงการที่มี พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี เป็นประธานสรุปว่าจะใช้พื้นที่ใด และกำหนดรายละเอียดโครงการออกมา โดย กคช.และกรมธนารักษ์ เตรียมพื้นที่สำหรับโครงการบ้านประชารัฐไว้แล้ว ซึ่งมีทั้งที่ดินของ กคช. ที่ดินราชพัสดุ และที่ดินของการรถไฟแห่งประเทศไทย (ร.ฟ.ท.) มาดำเนินการโครงการนี้ โดยจะนำร่องที่ดินของ ร.ฟ.ท. บริเวณหลังมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ศูนย์รังสิต เมื่อ ร.ฟ.ท.ให้ที่ดินมาเราจะเข้าไปเริ่มตั้งแต่กระบวนการต้นน้ำ คือ เลือกที่ดินร่วมกับ กคช. พร้อมกันนั้นก็จะรับจดทะเบียนผู้ที่ประสงค์จะเข้ามาใช้สิทธิ เนื่องจากเป็นการดำเนินการตามนโยบายของ นายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรี ที่ต้องการให้ผู้ประกอบการอสังหาริมทรัพย์รายใหญ่มาทำโครงการนี้ในลักษณะเชิงสังคม (CSR) จึงให้ผู้ประกอบการเสนอมาเป็นรายโครงการ

ดังนั้น ธอส.จะทำร่วมกับ กคช.นี้จะหมายถึงโครงการนำร่องให้ผู้ประกอบการเห็นก่อน โดยจะต้องมีราคาไม่เกิน 600,000 บาท/ยูนิต และต้องมีขนาดพื้นที่ของห้องไม่ต่ำกว่า 30 ตารางเมตรขึ้นไป ผ่อนชำระเดือนละกว่า 3,000 บาท เพราะที่ผ่านมา มีผู้ประกอบการอสังหาริมทรัพย์บางรายเสนอว่า หากกำหนดที่ยูนิตละ 600,000 บาท ขนาดพื้นที่ห้องเพียง 22 ตารางเมตรเท่านั้น

สำหรับเงื่อนไขการปล่อยสินเชื่อในโครงการบ้านประชารัฐ นายฉัตรชัย ศิริไล รองกรรมการผู้จัดการธนาคาร ธอส. ระบุว่า ต้องผ่อนปรนเพื่อให้ผู้มีรายได้น้อยผ่อนชำระได้ คาดว่าอัตราดอกเบี้ยจะต้องอยู่ในระดับต่ำ แต่ต้องสูงกว่าต้นทุนการเงินของธนาคาร โดยปัจจุบันต้นทุนการเงินของธนาคารอยู่ที่ระดับ 2% กว่าๆ อัตราดอกเบี้ยในโครงการนี้คงไม่เกิน 3% ส่วนเงื่อนไขสัดส่วนความสามารถชำระหนี้ต่อรายได้ หรือดีเอชอาร์ (DHR) อาจจะผ่อนปรนได้ถึง 50-60% จากปกติกำหนดที่ 33.33% โดยคิดเป็นการผ่อนชำระต่อเดือนเฉลี่ย 2,000 บาท ขณะที่โครงการสินเชื่อบ้านผู้มีรายได้น้อยผ่อนปรนที่ 40-50%

กคช. สนองนโยบายรัฐโชว์บ้าน “น็อกดาวน์” 5-8 แสนบาท

นายนพดล ว่องเวียงจันทร์ รองผู้ว่าการการเคหะแห่งชาติ (กคช.)เปิดเผยว่า การเคหะแห่งชาติ ซึ่งเป็นหน่วยงานรัฐวิสาหกิจ มีพันธกิจหลักคือ พัฒนาที่อยู่อาศัยสำหรับประชาชนผู้มีรายได้น้อย และปานกลางให้มีคุณภาพชีวิตที่ดี จึงได้มีการศึกษาพัฒนาการออกแบบที่อยู่อาศัยในรูปแบบใหม่ๆ เพื่อรองรับความต้องการของประชาชนผู้มีรายได้น้อย และปานกลาง และพบว่า บ้าน Knock Down เป็นทางเลือกหนึ่งที่น่าสนใจ โดยร่วมกับศูนย์บริการวิชาการ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ดำเนินการศึกษาวิจัย “โครงการศึกษาการจัดทำบ้านประกอบเสร็จ หรือบ้าน Knock Down เพื่อเป็นที่อยู่อาศัยสำหรับประชาชน”

ทั้งนี้ การก่อสร้างแบบเดิมต้องใช้เวลา และแรงงานในการก่อสร้างจำนวนมาก ประกอบกับปัญหาขาดแคลนแรงงาน และค่าแรงที่เพิ่มขึ้น ทำให้ค่าใช้จ่ายในการก่อสร้างเพิ่มขึ้น เป็นการเพิ่มภาระให้แก่ประชาชน ส่งผลให้ประชาชนบางกลุ่มไม่สามารถเข้าถึงที่อยู่อาศัย ดังนั้น การเคหะแห่งชาติ จึงได้ศึกษาและพัฒนาแบบบ้าน Knock Down ซึ่งเป็นเทคโนโลยีระบบชิ้นส่วนสำเร็จรูปแบบใหม่ที่เข้ามามีบทบาทสำคัญในการก่อสร้าง โดยตัววัสดุมีราคาถูก น้ำหนักเบา สะดวกในการขนส่ง ช่วยลดระยะเวลาในการก่อสร้างลงจากเดิมเหลือประมาณ 60 วัน ลดการใช้แรงงาน และลดค่าใช้จ่ายในการก่อสร้าง ทำให้ประชาชนผู้มีรายได้น้อยและปานกลางสามารถเข้าถึงที่อยู่อาศัยในราคาประหยัดได้ ซึ่งราคาค่าก่อสร้างจะมีราคาอยู่ที่ประมาณ 500,000-800,000 บาท ตามลักษณะแบบบ้าน

ด้าน ผศ.ดร.อรรจน์ เศรษฐบุตร หัวหน้าโครงการวิจัยฯ กล่าวว่า คณะผู้วิจัยฯ ได้ออกแบบบ้าน knock Down โดยใช้แนวคิดเรื่อง Universal design ซึ่งเป็นแนวคิดการออกแบบสภาพแวดล้อม ไปจนถึงสิ่งของเครื่องใช้ที่สามารถรองรับการใช้งานได้ทุกเพศ ทุกวัย และทุกสภาพร่างกายอย่างเท่าเทียม และสะดวกสบาย ทั้งนี้ แบบบ้านจะถูกออกแบบให้มีความปลอดภัยมากที่สุด พร้อมกันนั้น จะต้องมี Space พื้นที่ขนาดห้องที่พอเหมาะสำหรับคนทุกเพศทุกวัย รวมถึงผู้ที่นั่งวีลแชร์สามารถใช้งานได้อย่างสะดวก และยังคำนึงถึงเรื่อง Eco village พร้อมใส่อัตลักษณ์ของแต่ละภาคลงไปในแบบบ้าน โดยจะมีความโดดเด่นต่างกันไปตามพื้นถิ่น พร้อมผสานกับแนวคิดแบบ Modern เพิ่มความสวยงาม พร้อมด้วยสร้างความพึงพอใจให้แก่ผู้บริโภค

กรมธนารักษ์งัดที่ดินกว่า 1 พันไร่ผุด “บ้านประชารัฐ”

นายจักรกฤษฏิ์ พาราพันธกุล อธิบดีกรมธนารักษ์ กล่าวว่า กรมธนารักษ์ได้นำเสนอแปลงที่ดินที่มีศักยภาพที่จะดำเนินโครงการบ้านประชารัฐ ให้กระทรวงการคลังพิจารณา ซึ่งมีทั้งที่ดินที่อยู่ในต่างจังหวัด และปริมณฑล รวม 76 แปลง กว่า 1 พันไร่ และที่ดินส่วนใหญ่อยู่ในทำเลใกล้แหล่งชุมชน หรือใกล้เมืองเพื่อให้เดินทางสะดวก

โดยที่ดินที่มีศักยภาพสูงสุด คือ แปลงที่อยู่ในครอบครองของกรมธนารักษ์ เขตพญาไท ย่านสามเสนใน จำนวน 3 ไร่ ราคาประเมิน 180,000 ต่อตารางวา ซึ่งเดิมเคยเป็นพื้นที่ขององค์การรับส่งสินค้าและพัสดุภัณฑ์ หรือ ร.ส.พ. ถือเป็นทำเลที่ดี และอยู่ติดกับรถไฟฟ้าบีทีเอส ซึ่งหากมีนโยบายให้ดำเนินการจะสามารถทำได้อย่างรวดเร็ว และได้รับการตอบรับจากทั้งเอกชน และประชาชน

ส่วนที่ดินอื่นๆ ที่มีราคาประเมินค่อนข้างสูงเนื่องจากอยู่ในทำเลที่ดี ใกล้ชุมชน เช่น ที่ดินในเขตเมืองพระนครศรีอยุธยา จำนวน 15 ไร่ ราคาประเมิน 47,000 บาทต่อตารางวา ที่ดินในตัวเมืองเชียงใหม่ ถ.ช้างคลาน อีก 9 ไร่ ราคาประเมิน 30,000 บาทต่อตารางวา ซึ่งคาดว่าจะได้รับความสนใจเช่นกันหากมีการนำมาดำเนินโครงการบ้านประชารัฐ

นอกจากนี้ ยังมีที่ดินที่อยู่ในการครอบครองของส่วนราชการ และรัฐวิสาหกิจอื่นๆ ทั้งในกรุงเทพฯ และปริมณฑล ซึ่งอาจต้องใช้เวลาในการเจรจาการขอคืนจากหน่วยงานก่อน ประมาณ 8 แปลง เช่น ที่ดินย่านบางบอน เขตบางขุนเทียน เขตหนองแขม เป็นพื้นที่บริเวณกองทัพเรือ เขตหนองจอก เขตมีนบุรี และเขตบางกอกน้อย เป็นต้น

รายนี้ “ดร.โสภณ” ค้านหัวชนฝาหวั่น

ดร.โสภณ พรโชคชัย ประธานกรรมการบริหาร ศูนย์ข้อมูลวิจัยและประเมินค่าอสังหาริมทรัพย์ไทย บริษัท เอเจนซี่ ฟอร์ เรียลเอสเตท แอฟแฟร์ส จำกัด หรือ AREA กล่าวแสดงความไม่เห็นด้วยที่รัฐบาลจะดำเนินโครงการที่อยู่อาศัยเพื่อผู้มีรายได้น้อย โดยให้เหตุผลว่า แนวคิดประเภท “บ้านเอื้ออาทร” สมัยรัฐบาลทักษิณ ชินวัตร จะทำ 1 ล้านหน่วย ก็ลดเหลือ 6 แสนหน่วย แต่สร้างจริงราว 3 แสนหน่วย ที่ยังขายไม่ออกก็มาก ที่ซื้อไปแล้วหลายแห่งย้ายออกไปเกินครึ่ง มีคนมาเช่าเป็นจำนวนมาก รวมทั้งพวกแรงงานต่างด้าว และคนต่างชาติอีกด้วย โดยเชื่อว่าคนจน หรือผู้มีรายได้น้อยที่ขาดแคลนที่อยู่อาศัยไม่ได้มีมากถึง 2.7 ล้านครัวเรือนตามที่กล่าวอ้าง ผู้ที่อาศัยในชุมชนแออัดไม่ใช่คนจนเสมอไป

การที่รัฐบาลจะสร้างที่อยู่อาศัยราคาถูกนั้นไม่มีความเป็นไปได้ทางการเงิน และจะสร้างปัญหาสังคม ในกรณีห้องชุดใจกลางเมืองบนเส้นทางรถไฟฟ้า MRT และ BTS นั้น ห้องชุดขายในราคาสูงสุดประมาณ 420,000 บาทต่อตารางเมตร และขั้นต่ำประมาณ 80,000 บาทต่อตารางเมตร หากห้องชุดหนึ่งมีขนาด 20 ตารางเมตร ก็เป็นเงินอย่างน้อย 1.6 ล้านบาท หากหักค่าดำเนินการ ภาษี ดอกเบี้ย กำไร ฯลฯ ออก ก็จะเกินเป็นเงินอย่างน้อย 1.1 ล้านบาท ถ้ารัฐบาลจะสร้างขายในราคา 600,000 บาท ก็พอกับต้องชดเชยให้หน่วยละ 500,000 บาท ถ้าสร้าง 100,000 หน่วย ก็น่าจะใช้เงิน 50,000 ล้านบาท ทั้งนี้ ยังไม่รวมค่าที่ดินอีกมหาศาล

ในส่วนของตลาดเช่าพักอยู่ในปัจจุบันตรงนั้น ในปัจจุบันในเขตใจกลางเมืองยังมีให้เช่าในราคาประมาณ 3,000 บาท การที่รัฐบาลจะปลูกห้องมาให้เช่ากันประมาณ 1,000-2,000 บาท จึงเป็นไปได้ยาก และปัจจุบันค่าเช่าบ้านก็ไม่ได้สูงเกินจริงอยู่แล้ว แม้แต่ค่าเช่าเตียงนอนชั่วคราวรายวันด้วยคนจรจัด หรือผู้ใช้ชีวิตในที่สาธารณะ ก็ยังรวมเป็นเงินเดือนละเกือบ 1,000 บาทแล้ว

ผลร้ายที่จะตามมาจะมีคนอ้างตนเป็น “คนจน” อีกมากที่จะสวมรอยเข้ามาจับจองสิทธิในที่อยู่อาศัยประเภทนี้ นอกจากนี้ ยังเป็นการทำลายตลาดบ้านเช่ากลางเมืองที่ขณะนี้ปล่อยเช่าในราคา 1,500-3,000 บาท ซึ่งคาดว่าจะมีประมาณ 200,000 หน่วย ทำให้ผู้ประกอบการเอสเอ็มอีเหล่านี้ กับสถาบันการเงินที่อำนวยสินเชื่อให้สร้างอพาร์ตเมนต์เหล่านี้ก็จะประสบเคราะห์กรรมไปด้วย ทั้งนี้ ยังไม่รวมถึงผู้มีรายได้ปานกลางค่อนข้างน้อยที่ผ่อนบ้านอยู่ อาจทิ้งการผ่อนชำระมาเข้าโครงการนี้ ทำให้ตลาดที่อยู่อาศัยปั่นป่วน พังทลายลงไปได้

ทั้งนี้ ทางออกที่พอสมควรนั้น รัฐบาลควรส่งเสริมให้ซื้อมากกว่าจะสร้างใหม่ บ้านกลุ่มนี้ ได้แก่ บ้านด้วยการเคหะแห่งชาติ บ้านเกี่ยวกับโครงการที่อยู่อาศัยของภาคเอกชน พร้อมทั้งบ้านที่ถูกยึดในกรมบังคับคดี บริษัทบริหารสินทรัพย์ หรือสถาบันการเงินต่างๆ รวมทั้งบ้านว่าง หรือบ้านที่สร้างเสร็จแต่ไม่มีใครอยู่ ซึ่งคาดว่าจะมีจำนวนประมาณ 300,000 หน่วยทั่วเขตกรุงเทพมหานคร พร้อมด้วยปริมณฑล รัฐบาลจึงควรนำทรัพย์เหล่านี้มาขายใหม่ในค่าถูก แก้กฎหมายให้ทำเป็นบังคับคดีได้อย่างมีสมรรถนะ พร้อมด้วยเป็นผลประโยชน์สู่ทั้งเจ้าหนี้กับลูกหนี้

นอกจากนี้ การคุ้มครองผู้บริโภคซื้อบ้านคล้ายการบังคับให้มีการประกันเงินดาวน์ตามพระราชบัญญัติการดูแลผลประโยชน์ของคู่สัญญา พ.ศ.2551 เพื่อสร้างความเชื่อมั่น พร้อมกับมีหลักประกันต่อการซื้อบ้าน รวมทั้งการจัดเก็บภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง เป็นเหตุให้มีอุปทานที่ดินมากขึ้น สนนราคาบ้านจักได้ไม่แพง หมายรวมการเก็บภาษีกับผู้เก็งกำไร ด้วยว่าไม่ให้มาแย่งซื้อมาขายต่อ ทำให้สนนราคาสูงขึ้นเป็นการสร้างหน้าที่แก่ประชาชนผู้มีรายได้น้อย เป็นต้น

“ดังนั้น ผมจึงขอเถียงการสร้างบ้านคนจนเพราะหมายถึงเพียงการอ้างคนจน และอ้างข้อมูลที่ไม่จริง ทั้งที่ประเทศไทยไม่มีความยุ่งยากการขาดแคลนที่อยู่อาศัยในระยะ 20 ปีข้างหน้านี้ การดันทุรังสร้าง รังแต่จะก่อสร้างหนี้ สร้างปัญหาแก่ชาติ พร้อมทั้งประชาชนในการแบกรับภาษี คือการเกื้อหนุนประโยชน์ให้แก่ผู้รับเหมา บริษัทเหล็ก บริษัทปูนซีเมนต์ อีกทั้งยังมีวิถีทางรั่วไหล ตรวจสอบได้ยาก ในขณะที่ประชาชนไม่ได้รับประโยชน์โดยตรง” ดร.โสภณ กล่าว

หลักการแก้ไขปัญหาเรื่องที่อยู่อาศัยของผู้มีรายได้น้อย จำนวน 2.7 ล้านครัวเรือน ของนายกรัฐมนตรี พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นับคือความเวียรที่จะแก้ปัญหาด้านที่อยู่อาศัยด้วยประชาชนคนไทย ซึ่งถือเป็นโครงการที่ดี แต่ก็ไม่ใช้เรื่องง่ายที่จะดำเนินการได้ เพราะมีข้อจำกัดในเรื่องด้วยราคาที่จะขายให้แก่ผู้มีรายได้น้อย พร้อมกับต้นทุนที่ต้องแบกรับ ดังนั้น จะต้องวางกฎเกณฑ์การดำเนินโครงการอย่างรอบครอบ กับมองอุปสรรคอย่างรอบด้าน เพราะว่าไม่ให้เกิดปัญหา ราวกับ โครงการบ้านเอื้ออาทร โดยรัฐบาลยุคทักษิณ ชินวัตร ที่ยังเป็นปัญหาคาราคาซังอยู่ในปัจจุบันนี้

ที่มา :  MGR Online

คนธรรมดาแห่ยื่นกู้สินเชื่อธอส.แล้ว8.5พันลบ.

สินเชื่อ ธอส.

คนธรรมดาแห่แหนขอประทานสินเชื่อธอส.ติดสอยห้อยตามมาตรการกระตุ้นอสังหาริมทรัพย์ ชั้นใน 5 วัน มีผู้ยื่นเอกสาร 6,900 ราย วงเงิน 8,500 ล้านบาท จัดเตรียมขยายวงเงินอนุมัติ

นายฉัตรชัย ศิริไล รองกรรมการผู้จัดการกลุ่มงานสินเชื่อ พร้อมด้วยรักษาการผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการสายงานวิเคราะห์สินเชื่อ ธนาคารอาคารสงเคราะห์ (ธอส.) เผยว่า ตลอด 5 วันที่ผ่านมา มีพลเรือนได้ยื่นเอกสารขอให้สินเชื่อกับ ธอส. ตามมาตรการส่งเสริมอสังหาริมทรัพย์ติดตามนโยบายเป็นรัฐบาลแล้วถึง 6,900 ราย คิดเป็นวงเงิน 8,500 ล้านบาท หลังจากประชาชนยื่นเอกสารครบแล้ว ทาง ธอส. จะตรวจภาวะของผู้กู้ สมมตพ้นหลักเกณฑ์ ก็จักใช้คราว 3-5 วัน ในการอนุมัติวงเงินกู้

อย่างไรก็ตาม สมมุติยอดปล่อยสินเชื่อประกอบด้วยราคาใกล้ 1 หมื่นล้านบาท จะอธิบายยกให้คณะกรรมการ ธอส. อนุมัติวงเงินเติมให้ต่อไป

abcpoint และ แอสเซท ไบร์ท ลั่น!ครบถ้วน 100 % พร้อมงานประมูลอสังหาริมทรัพย์ทีแรกผ่าน

ประมูลอสังหาฯ

บมจ.แอสเซท ไบร์ท เจ้านายด้านธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ ผนึกกำลังกับสถาบันการเงินพร้อมด้วยโบรกเกอร์ชั้นนำ เปิดการประมูลอสังหาริมทรัพย์ การเริ่มต้นผ่านระบบออนไลน์กับ ABC e-auction และเป็นครั้งแรกที่คุณทำได้ใช้ point มาเป็นส่วนลดในการประมูล ที่ให้คุณทำได้เป็นเจ้าของทำเลทองกว่า 200 รายการ รวมมูลค่ากว่า 1 แสนล้านบาท ในงาน “อภิมหาการประมูลอสังหาฯแห่งชาติ”

ทางดีๆแบบนี้มีล้วนๆวันอังคารที่ 22 กันยายน 2558 ตั้งแต่เวลา 09.00 – 15.00 น. เท่านั้น พร้อมกับประกาศผลการประมูลเวลา 17.00 น. เป็นต้นไป

ล่ารายละเอียดเพิ่มเติม กับเลือกสรรชมทรัพย์สินทั้ง 200 รายการ กับลงทะเบียนเกี่ยวกับร่วมประมูลได้ที่ www.abcpoint.com คลิก abc property

5 นาฬิกาแบรนด์ดัง ที่สาวๆ เห็นต้องกรี๊ด!!

  เพราะนาฬิกา ถือว่าเป็นอีกส่วนหนึ่งที่มีความสำคัญของสาวๆ นอกจากรถยนต์หรูซึ่ง อาจจะถือว่าเป็น แอ็กเซ็สเซอรี่อย่างหนึ่งก็ได้ เพราะปัจจุบัน มี นาฬิกาแบรนด์ดัง ที่ออกสู่ตลาดมากมาย ซึ่งต่างก็มีหลากหลายแบรนด์ หรือแม้แต่ของตลาดล่าง ก็มีการแข่งขันสูงเช่นกัน นาฬิกาแบรนด์ดัง เองก็ยังคงเดินหน้า นำรูปแบบใหม่ๆออกมาให้ ผู้บริโภคอยู่เสมอ ซึ่ง นาฬิกาแบรนด์ดัง ที่ผู้หญิงสนใจส่วนใหญ่ จะมีหลายแบรนด์ด้วยกัน ซึ่งส่วนใหญ่จะซื้อเพราะยี่ห้อ หรือไม่ก็ตามกระแส และบางคนก็ชอบสะสม ซึ่ง นาฬิกาแบรนด์ดัง ที่สาวๆ เห็นแล้วอยากจะกรี๊ด และคว้าเอาไว้ มีแบรนด์อะไรบ้าง หนอ ?

1.นาฬิกาแบรนด์ดัง ยี่ห้อ Casio คาสิโอ

Casio เป็น นาฬิกาแบรนด์ดัง ที่ได้รับความนิยมมาตลอด โดยเฉพาะของสาวๆ ที่มักจะมีอคลเลคชั่นเริ่ด ๆ ใหม่ๆ ออกมาตลอด เพราะการดีไซน์ ของนาฬิกา คาสิโอ นั้นเรียบหรู แต่ดูดี เน้นฟังก์ชั่นการทำงานโดยหลัก ซึ่งจะมีแบบน่ารัก ใสๆ ของเด็กๆ จนไปถึงสาวๆ ที่ดีไซน์ ออกมาจนเป็น นาฬิกาแบรนด์ดัง ของ Casio นั่นเอง

2.นาฬิกาแบรนด์ดัง ยี่ห้อ Baby G เบบี้ จี

นาฬิกาแบรนด์ดัง ยี่ห้อ Baby G เป็น นาฬิกาแบรนด์ดัง ที่สาวๆให้ความสนใจมากมาย เพราะแตกสาขามาจาก คาสิโอ จุดเด่นของ นาฬิกาแบรนด์ดัง ยี่ห้อนี้จะอยู่ที่ สายของนาฬิกา มีหลากสี ทั้ง ฟ้า ชมพู เขียว จึงเป็นสิ่งที่ทำให้สาวๆ ชอบความมีสีสัน สดใส ซึ่ส่วนใหญ่จะเหมาะกับวัยรุ่น และยังแข็งแรง ทนทานอีกด้วย

3.นาฬิกาแบรนด์ดัง ยี่ห้อ Diesel  ดีเซล

นาฬิกาแบรนด์ดัง ยี่ห้อ Diesel  ดีเซล ไม่ได้มีเฉพาะของผู้ชายเท่านั้นนะ หากแต่ยังเป็น นาฬิกาแบรนด์ดัง ที่ออกแบบมาให้สาวๆได้ใส่กันด้วย กับแบรนด์ ดีเซล ซึ่งจุดเด่นอยู่ที่ ความหรูหรา แต่เรียบง่าย และทนทาน

4.นาฬิกาแบรนด์ดัง ยี่ห้อ DNKY ดีเอ็นเควาย

เป็น นาฬิกาแบรนด์ดัง ยี่ห้อ DNKY ดีเอ็นเควาย อีกแบรนด์ ที่สาวๆ หันมาสนใจ และนิยมใส่กัน เพราะนอกจากนาฬิกาแล้ว ยังมีสินค้าอื่นๆอีกด้วย ซึ่งส่วนใหญ่ก็จะเอา นาฬิกาแบรนด์ดัง อย่าง DNKY มาแต่งให้ดูชิค และมิกซ์แอนด์แมช กับสื้อผ้าแบรนด์เดียวกันด้วย

5.นาฬิกาแบรนด์ดัง ยี่ห้อ Esprit

ยี่ห้อ Esprit ถือเป็น นาฬิกาแบรนด์ดัง อีกแบรนด์ ที่สาวๆ หันมาสนใจและมั่นใจในแบรนด์ เพราะมีการดีไซน์ ที่สวย และหรู เหมาะสำหรับสาวๆ ที่มีข้อมือเล็ก ๆ ด้วยความโดเด่นกับนาฬิกาสายเล็กๆ จึงทำให้  Esprit เป็น นาฬิกาแบรนด์ดัง ที่มัดใจสาวๆ ได้อย่างลงตัว

ยังมี นาฬิกาแบรนด์ดัง อีกหลายยี่ห้อ ที่สาวๆ ให้ความสำคัญ และสนใจ ซึ่งหากแม้ไม่ใช่ นาฬิกาหรู แต่การใช้ประโยชน์ ที่สามารถดูเวลาได้เหมือนกัน ก็อาจจะไม่จำเป็นต้องซื้อของแพงก็ได้นะคะ

เซนต์จอห์นคืบหน้าลุยธุรกิจอสังหาฯ

saint_johns_university

นายชัยณรงค์ มนเทียรวิเชียรฉาย ประธานกรรมการบริหาร บริษัท ซาแลน ดีเวลลอปเมนท์ จำกัด เผยว่า เซนต์จอห์นคืบหน้าลุยธุรกิจอสังหาฯ จากกรณีที่กลุ่มผู้บริหารมหาวิทยาลัยเซนต์จอห์น ได้ตัดสินใจนำที่ดินส่วนหนึ่งจำนวน 13 ไร่ จากทั้งหมด 20 กว่าไร่ มาพัฒนาโครงการอสังหาริมทรัพย์ ก็เพราะว่ามองว่าสถานที่ตั้งมหาวิทยาลัยนั้นคับแคบไป หลังจากที่เปิดการเรียนการสอนมาประมาณ 54 ปี จึงมีความคิดที่จะย้ายสถานศึกษาออกไปอยู่ในทำเลอื่นแทน แต่ขณะเดียวกันที่ดินดังกล่าวก็จะต้องนำไปสร้างรายได้ให้กับมหาวิทยาลัยด้วย ซึ่งใช้เวลาในการศึกษาข้อมูลอยู่ 3 ปี จึงเป็นที่มาเพื่อการพัฒนาโครงการ  เดอะ เซนต์ เรสิเดนท์เซส

เช่นนี้โครงการดังกล่าวกำหนดพัฒนาเป็นคอนโดมิเนียม บนพื้นที่ 7 ไร่ จำนวน 3 อาคาร สูง 41 ชั้น ขนาด 30-134 ตารางเมตร

ราคาเริ่มต้นที่ 3.5 ล้านบาทขึ้นไป จำนวน 1,537 หน่วย (ยูนิต) มูลค่าโครงการ 10,000 ล้านบาท เน้นหนักกลุ่มลูกค้าวัยทำงาน จะเปิดขายอาคาร C ก่อนในวันที่ 15 พฤศจิกายน 2557 อย่างเดียวขณะนี้มีผู้สนใจจองแล้วคิดเป็นมูลค่ากว่า 200 ล้านบาท จะเปิดตัวโครงการอย่างเป็นทางการในเดือนกุมภาพันธ์ 2558 หมายว่าจะสามารถปิดการขายได้ภายใน 3 ปี ด้านการก่อสร้างจะริเริ่มดำเนินการไม่เกินไตรมาส 1/2558 ส่วนที่ดินด้านหน้าพร้อมด้วยหลังโครงการอีกกว่า 5 ไร่ มีแผนจะพัฒนาเป็นศูนย์การค้าชุมชน (คอมมูนิตี้มอลล์)

“ทิศทางการปฏิบัติการนับจากนี้  เซนต์จอห์นคืบหน้าลุยธุรกิจอสังหาฯ จะรุกการพัฒนาโครงการอสังหาริมทรัพย์อย่างสม่ำเสมอ ภายใต้การดำเนินงานของบริษัท ซาแลน ดีเวลลอปเมนท์ จำกัด ส่วนด้านการศึกษา จะอยู่ภายใต้การเคลื่อนที่งานเกี่ยวกับบริษัท สมัย ชินะผา จำกัด ซึ่งทั้ง 2 บริษัทจะอยู่ภายใต้บริษัท เซนต์จอห์น โฮลดิ้ง จำกัด”นายชัยณรงค์ กล่าว

คาดการณ์ปรับรีเจ้นท์เฮ้าส์ เป็นคอนโดให้เช่าตามแผน เหตุย่านราชดำริ ห้องชุดให้เช่าน้อย จับต่างชาติอยู่30ปี

รีเจ้นท์ฯปรับออฟฟิศทำคอนโด เหตุย่านราชดำริ

เล็งปรับรีเจ้นท์เฮ้าส์ เป็นคอนโดให้เช่าตามแผน 3 ปี ตอบรับกระแสทำเลคอนโดราชดำริหายาก   รีเจ้นท์ฯปรับออฟฟิศทำคอนโด เหตุย่านราชดำริ ห้องชุดให้เช่าน้อย จับต่างชาติอยู่30ปี

นางปิยะมาน เตชะไพบูลย์ ประธานบริษัท อาคารพาณิชย์ ราชดำริ ผู้ดำเนินธุรกิจให้เช่าพื้นที่สำนักงาน อาคารรีเจ้นท์เฮ้าส์ เผยว่า อยู่ระหว่างศึกษาความเป็นไปได้ในการนำที่ดินอาคารรีเจ้นท์เฮ้าส์เปลี่ยนไปทำคอนโดให้เช่า เพราะว่ามองว่า ตลาดให้เช่าพื้นที่สำนักงานอีก 3 ปี จะมีผู้ประกอบการใหม่เพิ่มมากจนการแข่งขันสูง โดยเบื้องต้นถ้าหากตัดสินใจทำจริงจะเริ่มใน 3 ปีข้างหน้า

ทั้งนี้  รีเจ้นท์ฯปรับออฟฟิศทำคอนโด ตลาดคอนโดให้เช่าในพื้นที่ราชดำริมีศักยภาพสูง โดยเหตุที่ในย่านนี้หาทำเลที่ดีทำคอนโดได้ยากแล้ว ซึ่งบริษัทเป็นเจ้าของโฉนดที่ดิน จึงเปลี่ยนไปทำคอนโดได้ โดยมองว่าต้องการทำเป็นคอนโดให้เช่า อาจเป็นระยะเวลา 30 ปี มากกว่าขายขาดเหตุเพราะต้องการเก็บสิทธิที่ดินเอาไว้ คาดว่าจะได้รับความสนใจจากชาวต่างชาติที่ไม่ได้ต้องการเป็นเจ้าของสิทธิในที่ดินอยู่แล้ว

นางปิยะมาน กล่าวว่า จะใช้เงินลงทุน50 ล้านบาท ปรับปรุงพื้นที่ส่วนกลางของอาคารรีเจ้นท์เฮ้าส์ในช่วงต้นปีหน้า พร้อมด้วยคาดว่าจะดำเนินการเสร็จได้ใน 4 เดือนเพราะว่าจะเพิ่มพื้นที่สำหรับค้าปลีก พร้อมนำพื้นที่ด้านหน้าอาคารที่ยังเหลืออยู่มาทำร้านอาหารกินดื่ม ที่เน้นย้ำการออกแบบกลมกลืนกับธรรมชาติพร้อมทั้งสิ่งแวดล้อม เพราะตอบสนองความต้องการของผู้เช่าพื้นที่ในการอำนวยความสะดวกเพิ่มเติม พร้อมกับเพิ่มรายได้จากร้านอาหารกินดื่ม ส่วนปัจจุบันมียอดใช้พื้นที่สำนักงานให้เช่า 95%

ก่อนหน้านี้ นายภูมิภักดิ์ จุลมณีโชติ กรรมการผู้จัดการ บริษัท พลัส พร็อพเพอร์ตี้ กล่าวว่า รีเจ้นท์ฯปรับออฟฟิศทำคอนโด ราคาขายคอนโดย่านกลางเมืองที่เป็นไพรม์แอเรีย อย่างเช่น เพลินจิตชิดลม ราชดำริ มีแนวโน้มสูงขึ้นต่อเนื่องจากข้อจำกัดด้านที่ดินที่มีน้อย ทำให้ผู้ประกอบการแข่งขันกันซื้อที่ดิน คาดว่าโครงการเปิดใหม่มีโอกาสเปิดขายราคาสูงถึง 3-4 แสนบาท/ตร.ม.

เนอวานา สนับสนุนความแข็งแกร่งจ่อดึงกองทุนนอกร่วมทุน เสริมศักยภาพลุยอสังหาฯ ก่อนเข้าตลาดหลักทรัพย์

เนอวานา เสริมแกร่งดึงกองทุนนอกร่วมทุน

“เนอวานา” จ่อดึงกองทุนนอกร่วมทุน เสริมศักยภาพลุยอสังหาฯ ก่อนเข้าตลาดหลักทรัพย์ เผยแผนลงทุนปี 58 เปิด 6 โครงการ มูลค่า 9,000 ล้านบาท มุ่งมั่นยอดขาย 4,000 ล้านบาท ล่าสุดอัดแคมเปญใหญ่ซื้อบ้านแถมรถหรู BMW มินิคูเปอร์ เบนซ์ฯ มูลค่ารวมกว่า 60 ล้านบาท หวังดันยอดขาย ตามเป้า 2,400 ล้านบาท

เนอวานา เสริมแกร่งดึงกองทุนนอกร่วมทุน

นายศรศักดิ์ สมวัฒนา ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เนอวานา ดีเวลอปเม้นท์ จำกัด เปิดใจว่า บริษัทมีแผนที่จะหาผู้ร่วมทุนเพื่อให้เพิ่มศักยภาพในการลงทุนพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ให้มากขึ้น เฉพาะด้านเงินลงทุนซึ่งขณะนี้มีกองทุนอสังหาริมทรัพย์ต่างชาติ 2 ราย จากประเทศญี่ปุ่นพร้อมด้วยสิงคโปร์ รวมทั้งกลุ่มนักลงทุนไทย เข้ามาเจรจาร่วมทุนกับบริษัท ซึ่งคาดว่าจะข้อสรุปภายในเดือนมีนาคม ปี 2558 ก่อนที่จะนำบริษัทเข้าจดทะเบียนในตลาด หลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ในช่วงไตรมาส 2/58 หรือไม่ช่วงไตรมาส 4/58 เพราะว่าบริษัทต้องการเพิ่มทุนจดทะเบียนจาก 715 ล้านบาท เป็น 1,000 ล้านบาท

สำหรับแผน จ่อดึงกองทุนนอกร่วมทุน ในปี 2558 ตั้งเป้าหมายเปิด 6-7 โครงการ มูลค่ารวม 9,000 ล้านบาท แบ่งเป็น คอนโดมีเนียม 2-3 โครงการ เช่น โครงการบริเวณเจริญนคร ซึ่งบริษัทได้ซื้อทรัพย์จากกรมบังคับคดี เดิมเป็นของบริษัท สิงห์แลนด์ ริเวอร์ไซด์ จำกัด บริษัทลูกของ สิงห์แลนด์ จำกัด (มหาชน) เนื้อที่ 5 ไร่ พร้อมใบอนุญาตก่อสร้าง พัฒนาเป็นอาคารสูง 48 ชั้น จำนวน 140 ยูนิต แบ่งเป็นโรงแรมหรู 80 ห้อง พร้อมด้วยคอนโดฯ 70 ยูนิต ราคาขายไม่ต่ำกว่า 2.5 แสนบาทต่อตร.ม. ขนาดห้องตั้งแต่ 100 ตร.ม.ขึ้นไปราคาเริ่มต้น 30 ล้านบาทไปจนถึงกว่า 120 ล้านบาท มีแผนเปิดตัวช่วงไตรมาส 2/58 พร้อมด้วยอีก 1 โครงการตั้งอยู่บนถนนเกษตรนวมินทร์ ตรงข้ามโรงเรียนเลิศหล้า พัฒนาเป็นอาคารสูง 8 ชั้น 4 อาคาร จำนวน 600 ยูนิต ราคา 6.5 หมื่นบาทต่อตร.ม. หรือยูนิตละ 1 ล้านต้น

สำหรับเป้าหมายยอดขายในปี 57 ตั้งเป้า 4,000 ล้านบาท ยอดรับรู้รายได้ 2,500 ล้านบาท ส่วนในปี 57 นี้บริษัทตั้งเป้าหมายยอดขายไว้ที่ 2,400 ล้านบาท 9 เดือนขายไปได้คร่าวๆ 1,500 ล้านบาท เหลืออีกราวๆ 1,000 ล้านบาทในช่วงเดือนตุลาคมที่ผ่านมาสร้างยอดขายไปได้แล้ว 400 ล้านบาท คงเหลือยอดขายที่ต้องทำอีก 600 ล้านบาท

” เนอวานา จ่อดึงกองทุนนอกร่วมทุน ในช่วงที่ผ่านมากลุ่มลูกค้าที่เข้าเยี่ยมชมโครงการไม่เคยตก อย่างไรก็ดีตัดสินใจซื้อยากขึ้น ซึ่งเหลืออีกประมาณ 600 ล้านบาท บริษัทจึงได้จัดแคมเปญใหญ่ “YOU WILL ENVY ME” สำหรับลูกค้าที่ซื้อบ้านของบริษัทรับฟรีทันทีรถยนต์ยี่ห้อ BMW X1, มินิคูเปอร์ พร้อมทั้งเบนซ์ สำหรับลูกค้าที่ซื้อบ้านในแบรนด์เนอวานา บียอนด์ ระดับราคาตั้งแต่ 15 ล้านบาทขึ้นไป ซึ่งปัจจุบันเหลืออยู่ 25 หลัง มูลค่า 375 ล้านบาท พร้อมด้วยลูกค้าที่ซื้อบ้านแบรนด์อื่นระดับราคา 10 ล้านบาทขึ้นไปแถมรถยนต์ฮอนด้าแอคคอร์ด และฟอร์ด เอคโค่สปอต มูลค่ารถรวมกว่า 60 ล้านบาท” นายศรศักดิ์ กล่าว

 

ทุ่ม5 หมื่นล.ปลูกสร้าง10สะพานแก้จราจรติดขัด

เท5หมื่นล.สร้าง10สะพาน

คมนาคม เทงบ 5 หมื่นล้าน สร้าง 10 สะพาน เชื่อมฝั่งธนฯ-กทม.แก้ปัญหารถติด ดีเดย์ 11 พ.ย.นี้ จับมือเอกชนนำร่องเปลี่ยนแปลงปัญหาการจราจรบริเวณถนนสาทร “สา ทรโมเดล”
เท5 หมื่นล.สร้าง10สะพานแก้จราจร
นายอาคม เติมพิทยาไพสิฐ รมช.คมนาคม เปิดเผยภายหลังการประชุมเกี่ยวกับแก้ไขปัญหาการจราจรในกรุงเทพฯ พร้อมกับปริมณฑล ว่าสำนักนโย บายพร้อมทั้งแผนการขนส่งพร้อมกับจราจร (สนข.) จะเร่งรัดให้มีการประชุมคณะกรรมการจัดระบบการจราจรทางบก (คจร.) ที่มี พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี เป็นประธาน ด้วยว่าเสนอขออนุมัติแผนแม่บทการก่อสร้างสะพานข้ามแม่น้ำเจ้าพระยา เทงบ 5 หมื่นล้าน สร้าง 10 สะพาน

เช่นนี้ หลังจากที่มีการเสนอ ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี เมื่อวัน ที่ 2 ก.ค.2556 เพื่อรับทราบแผนดังกล่าวเพราะใช้เป็นกรอบดำเนินการ โดยมีเป้าหมายหลัก ด้วยแก้ไขปัญหาการจราจรจาก ฝั่งธนบุรีมายังฝั่งพระนคร เพราะว่าจะเร่งดำเนินการก่อสร้างภายในปี 2560 คือ สะพานเกียกกาย กับสะพานสมุทรปราการ ยก เว้นสะพานท่าน้ำนนท์ที่ดำเนินการก่อสร้างมีกำหนดแล้วเสร็จในปลายปี 2557

สำหรับแผนก่อสร้างตามแผนดังกล่าวข้างต้น ในช่วง 5 ปีแรก ตั้งแต่ปี 2560-2564 รวมทั้งสิ้น 9 สะพาน วงเงิน 48,950 ล้านบาท มี 1.สะพานเกียกกาย 2.สะพาน พระราม 2 3.สะพานราชวงศ์ ท่าดินแดง 4.สะพานลาดหญ้ามหาพฤฒาราม 5.สะพานจันทร์เจริญนคร จะอยู่ในความรับผิดชอบของกรุงเทพมหานคร (กทม.) 6.สะพานปทุมธานี 3 7.สะพานสามโคก จะอยู่ในความ รับผิดชอบของกรมทางหลวง (ทล.) 8.สะพานท่าน้ำนนท์ 9. สะพานสมุทรปราการ จะอยู่ในความรับผิดชอบของกรมทาง หลวงชนบท (ทช.) ส่วนช่วงหลังระหว่างปี 2565-2574 วงเงิน 1,580 ล้านบาทอีก 1 แห่ง คือ สะพานสนามบินน้ำ ซึ่งอยู่ในความรับผิดชอบของ ทช.

นายอาคมกล่าวว่า เทงบ 5 หมื่นล้าน สร้าง 10 สะพาน ตั้งแต่วันที่ 11 พ.ย.นี้ จะมีโครงการนำร่องแก้ไขปัญหาการจราจรบริเวณถนนสาทร เรียกว่าสาทรโม เดล ซึ่งในพื้นที่มีโรงเรียน 4 แห่ง มีอาคารสำนักงาน ห้างสรรพสิน ค้าขนาดใหญ่ กับคอนโดมิเนียมที่พักอาศัย มีการขอความร่วมมือลดการนำรถเข้าไปในพื้นที่ โดย ทางภาคเอกชนได้จัดบริการรถรับ-ส่งฟรี รวมทั้งจะมีการปิดจุดกลับรถบางแห่งที่ส่งผลทำให้เกิดปัญหารถติด

“เรียลแอสเสท” เตรียมโปรฯ เต็มแม็ก หนุนยอด The Stage เตาปูน อินเตอร์เชนจ์ ไฮไรส์คอนโดฯ ก่อนสิ้นปี

เรียลแอสเสท” จัดโปรฯ เต็มแม็ก กระตุ้นยอด The Stage เตาปูน อินเตอร์เชนจ์

เรียลแอสเสทฯ โหมโปรโมชันเพื่อมอบของขวัญให้ลูกค้าที่สนใจคอนโดฯ เกาะแนวรถไฟฟ้า กับโครงการ เดอะ สเตจ เตาปูน-อินเตอร์เชนจ์  โครงการแรกของบริษัทฯ คาดหวังยอดขายจากโครงการนี้ 1,000 ล้านบาท ก่อนสิ้นปี

นายสกุลธร จึงรุ่งเรืองกิจ กรรมการผู้จัดการ บริษัท เรียลแอสเสท ดีเวลลอปเม้นท์ จำกัด บริษัทพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ที่ครอบคลุมทั้งคอนโดมิเนียม ทาวน์โฮม พร้อมด้วยโฮมออฟฟิศ กล่าวว่า เดอะ สเตจ เตาปูน-อินเตอร์เชนจ์ โครงการแรกของบริษัทฯ โดยโครงการนี้มีความโดดเด่นด้านทำเลเป็นสำคัญ คือ ใกล้ Mass Transit บรรยากาศภายในตอกย้ำความเป็นส่วนตัวเป็นหลัก ซึ่งตั้งแต่เปิดตัวโครงการมาจนปัจจุบัน เราสามารถสร้างยอดขายไปได้แล้วกว่า 40 เปอร์เซ็นต์ กับเพื่อให้บรรลุยอดขาย 1,000 ล้านบาท ภายในสิ้นปี ทางบริษัทฯ จึงขอส่งโปรโมชันสำหรับกระตุ้นการตัดสินใจซื้อ ด้วยราคาเริ่มต้นเพียง 2 ล้านต้นๆ กับผ่อนเริ่มต้น 5,000 บาท/เดือน พร้อมรับส่วนลดมูลค่ากว่า 200,000 บาท โดยโปรโมชันดังกล่าวจะมอบให้ลูกค้าที่สนใจในวันที่ 8 พ.ย.นี้ ณ โครงการ เดอะ สเตจ เตาปูน-อินเตอร์เชนจ์

เดอะ สเตจ เตาปูน อินเตอร์เชนจ์ ตั้งอยู่บนถนนประชาราษฎร์สาย 2 มีมูลค่าโครงการกว่า 2,400 ล้านบาท แนวคิดในการออกแบบ คือ การผสมผสานความงดงามของไม้ กับความอ่อนโยนเพื่อสายน้ำมานำไปใช้ โดยดึงคุณลักษณะของไม้ (Character of wood) มาจัดวางในระนาบที่แตกต่าง พร้อมทั้งนำสายน้ำมาใช้เพื่อให้เกิดความเคลื่อนไหว ราวกับนั่งอยู่ท่ามกลางธรรมชาติ มีพื้นที่โครงการทั้งหมดประมาณ 3-3-84.9 ไร่ ห่างจากรถไฟฟ้าสถานีเตาปูน เดอะ สเตจ เตาปูน-อินเตอร์เชนจ์  400 เมตร เป็นอาคารสูง 1 อาคาร จำนวน 36 ชั้น 773 ยูนิต พร้อมด้วยชอปเฮาส์ จำนวน 4 ชอป เริ่มต้นห้องด้วยขนาดสตูดิโอขนาด 26.3 ตร.ม., 32.2 ตร.ม. พร้อมกับแบบ 1 ห้องนอน ขนาด 56.1 ตร.ม. พร้อมด้วย 61.4 ตร.ม. ลิฟต์โดยสาร 4 ตัว พร้อมทั้งลิฟต์สำหรับขนส่งอีก 1 ตัว พร้อมสิ่งอำนวยความสะดวกครบครัน ทั้งห้องฟิตเนส ห้องอ่านหนังสือ สระว่ายน้ำ แบบ Infinity Edge ยาว 25 เมตร ห้องเซาน่า พร้อมด้วยห้องซักรีดส่วนกลาง

LPN ผุด 2 คอนโดฯ แถวกรุงเทพฯโซนตะวันออก รับเรียลดีมานด์เพื่อคนทำงาน ดีเดย์ 14 ธ.ค.นี้

LPN ผุด 2 คอนโดฯ ย่านกรุงเทพฯโซนตะวันออก

บริษัท LPN เตรียมเปิด 2 โครงการ ต่อเนื่อง ลุมพินี วิลล์ อ่อนนุช-ลาดกระบัง 2 กับลุมพินี คอนโดทาวน์ ร่มเกล้า-สุวรรณภูมิ มูลค่าโครงการรวมกว่า 1,500 ล้านบาท ด้วยรองรับความต้องการคนทำงานกรุงเทพโซนตะวันออก รวมหมดนิคมอุตสาหกรรม พร้อมทั้งสนามบินสุวรรณภูมิ ในราคาต่ำล้าน ดีเดย์ 14 ธ.ค.นี้

นายโอภาส ศรีพยัคฆ์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท แอล.พี.เอ็น.ดีเวลลอปเมนท์ จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า ในวันอาทิตย์ที่ 14 ธันวาคม 2557 นี้ บริษัทได้วางแผนเปิดตัว 2 โครงการใหม่พร้อมกันย่านอ่อนนุช-ลาดกระบัง พร้อมกับร่มเกล้า-สุวรรณภูมิ ในราคาต่ำล้าน ซึ่งบริษัทมั่นใจว่ากลุ่มลูกค้าเป้าหมายส่วนใหญ่เป็นคนทำงานที่มีความต้องการที่พักอาศัย กับต้องการบ้านที่มีคุณภาพในราคาที่เหมาะสม (Affordable Price) เพราะเป็นรากฐานของครอบครัว เพราะลูกค้ากลุ่มนี้ให้ความเชื่อมั่น และไว้วางใจการพัฒนาโครงการภายใต้แบรนด์ “ลุมพินี” พร้อมด้วยการบริหารจัดการชุมชน ตามแนวคิด “ชุมชนน่าอยู่” เพราะบริษัท ลุมพินี พรอพเพอร์ตี้ มาเนจเมนท์ จำกัด

LPN เชื่อว่ากรุงเทพฯ โซนตะวันออกจะเพิ่มความสำคัญขึ้นเรื่อยๆ ในการพัฒนาอาคารชุดพักอาศัย อันเนื่องจากการพัฒนาของระบบขนส่งมวลชน พร้อมทั้งการขยายตัวของแหล่งงานทั้งสนามบินสุวรรณภูมิ นิคมอุตสาหกรรมขนาดใหญ่ สถาบันการศึกษา เพราะเห็นได้จากข้อมูลลูกค้าที่บริษัทเปิดตัวไปก่อนหน้านี้ 3 โครงการ ตัวอย่างเช่น โครงการลุมพินี วิลล์ อ่อนนุช-ลาดกระบัง โครงการลุมพินี วิลล์ อ่อนนุช 46 กับโครงการลุมพินี วิลล์ อ่อนนุช-พัฒนาการ เพื่อโครงการลุมพินี วิลล์ อ่อนนุช-ลาดกระบัง 2 พร้อมทั้งโครงการลุมพินี คอนโดทาวน์ ร่มเกล้า-สุวรรณภูมิ ราคาเริ่มต้นที่ 888,000 บาท กับ 688,000 บาท (ตามลำดับ)” LPN ผุด 2 คอนโดฯ ย่านกรุงเทพฯโซนตะวันออก รับเรียลดีมานด์ของคนทำงาน ดีเดย์ 14 ธ.ค.นี้

โครงการลุมพินี วิลล์ อ่อนนุช-ลาดกระบัง 2

โครงการลุมพินี วิลล์ อ่อนนุช-ลาดกระบัง 2 เป็นโครงการไม่ขาดระยะจากโครงการลุมพินี วิลล์ อ่อนนุช-ลาดกระบัง ที่ LPN เปิดตัวมาก่อนหน้านี้แล้วเมื่อปี 2556 ที่ผ่านมา เพราะว่าโครงการดังกล่าวเป็นอาคารชุดพักอาศัย สูง 8 ชั้น จำนวน 4 อาคาร ประมาณ 1,033 ยูนิต มูลค่าโครงการ 1,080 ล้านบาท พร้อมทั้งโครงการลุมพินี คอนโดทาวน์ ร่มเกล้า-สุวรรณภูมิ คืออาคารชุดพักอาศัย สูง 8 ชั้น จำนวน 7 อาคาร ประมาณ 1,650 ยูนิต มูลค่า 1,500 ล้านบาท